หม่าล่า

หม้อไฟหรือในภาษาจีนเรียกว่า “火锅”( หั่วกัว)ซึ่งคำว่า “火”(หั่ว) แปลว่า ไฟ ส่วนคำว่า “锅”(กัว) แปลว่า หม้อ จึงเป็นที่มาของคำว่า “หม้อไฟ”นั่นเอง

หม้อไฟในจีนภายหลังได้มีวิวัฒนาการ เกิดเป็นความหลากหลายของประเภทและรสชาติ รวมถึงวิธีการเรียกชื่อที่แตกต่างตามแต่ละพื้นที่และแต่ละวัฒนธรรม เช่น ปักกิ่งเรียกว่า “涮羊肉”(ซ่วนหยางโย่ว)แถบเสฉวนฉงชิ่งเรียก “火锅”(หั่วกัว) พื้นที่เจียงเจ้อ(ภาคตะวันออกของจีน) เรียก “暖锅”(หน่วนกัว) กว้างตุ้งเรียก “打边炉”(ต่าเปียนหลู่) แถบหนิงเซี่ย(ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน) เรียก “锅子”(กัวจื่อ)

เกี่ยวกับความเป็นมาของหม้อไฟ ชาวจีนเชื่อว่าหม้อไฟมีมาตั้งแต่สมัยโบราณย้อนไปเมื่อหลายพันปีก่อน โดยมีคำกล่าวเกี่ยวกับที่มาของหม้อไฟอยู่สองแบบคือ 

สำหรับในประเทศไทย เมนู “หม้อไฟ”ที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันดีในปัจจุบันคือหม้อไฟที่มาจากพื้นที่แถบเสฉวน-ฉงชิ่ง โดยหม้อไฟจากพื้นที่นี้ยังแบ่งออกเป็นสองค่าย คือ หม้อไฟเฉิงตูที่เน้นซุปหมาล่าน้ำมันหอม 清油锅底 (รสชาติเผ็ดน้อย) และหม้อไฟซุปหมาล่าน้ำมันวัว 牛油锅底 (รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน) นอกจากนี้ พี่น้องชาวเมืองฉงชิ่งที่รักการกินหม้อไฟเป็นชีวิตจิตใจยังประดิษฐ์คิดค้นวิธีการกินหม้อไฟในรูปแบบต่างๆ เช่น หม้อไฟ1หม้อแต่แบ่งเป็น9ช่อง เรียกว่า 九宫格 (จิ่วกงเก๋อ) ซึ่งในแต่ละช่องจะให้อุณหภูมิความร้อนและความเข้มข้นของน้ำซุปที่แตกต่างกันออกไป โดยวิธีการรับประทานก็คือนำวัตถุดิบแต่ละประเภทไปต้มหรือลวกในช่องที่ต่างกัน เพื่อได้รสชาติที่ดีที่สุด และนอกจากนี้ หากคุณได้มีโอกาสไปทานหม้อไฟที่ฉงชิ่ง ในเมนูอาหารของบางร้านจะระบุเวลาที่แนะนำสำหรับการต้มหรือลวกวัตถุดิบแต่ละประเภท ทำให้สัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันของวัฒนธรรมการกินหม้อไฟ หากวันนี้คุณเจอปัญหา คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี ลองหาร้าน “หม้อไฟ”จีนสักร้าน นั่งลงทานอย่างเอร็ดอร่อย เชื่อว่า “หม้อไฟ”จะเยียวยาทุกอย่างเอง

หม่าล่าหม้อไฟ

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://sclc.mfu.ac.th

บทความน่าสนใจ

8 ขั้นตอนการทำ หม้อไฟหม่าหล่า กินเอง